http://www.kklanamai.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

บริการ

ระเบียบ เงินบำรุง
นโยบายรัฐฯด้านส.ธ.
เบิกค่ารักษาพยาบาล
เบิกค่าศึกษา
ตรวจสอบสิทธิ์ทันต
KPI. MIS 3
ส่งJHCIS 43.....
คีย์ บสต.
ค่าป่วยการ อสม.
ข้อมูล..Data center
เคลม... พรบ.จากรถ
ข้อมูล....HDC
เฝ้าระวังโรค SRRT
รายงานพลังงาน
ยื่นภาษีออนไลน์
ตรวจสอบสิทธิ์
งานวิจัยสาธารณสุข
นวัตกรรมสุขภาพ
ร.ร.ส่งเสริมสุขภาพ
ทดสอบความเร็วเน็ต
ซื้อ,จ้างภาครัฐ( e-GP)
ข่าวสารJHCIS>>
รับ - ส่ง email
สถิติโลกน่าสนใจ
พยากรณ์อากาศ
คลังความรู้ gotoknow
ค้นงานวิจัย
ตรวจหวยทุกชนิด
ดูแลผู้สูงวัย(LTC. )
รายงานโรค(506)

บุคลากร

บทความทั่วไป

บทความวิทยานิพนธ์

บทความสุขภาพ

สิ่งแวดล้อม

บทความน่าสนใจ


เล็กพริกขี้หนู ไม่ใช้เรื่อง เล็ก ๆ สำหรับคนไทย

เล็กพริกขี้หนู ไม่ใช้เรื่อง เล็ก ๆ สำหรับคนไทย
 

                                                   “  เล็กพริกขี้หนู ไม่ใช่เรื่อง เล็ก ๆ  สำหรับคนไทย”

                                                                        สุวรรณ์  เพ็ชรรัตน์

                                                                น.ศ.คณะวิทยาศาสตร์สาขาสิ่งแวดล้อมศึกษามรภ.อุตรดิตถ์

อาหารเมื้อที่มีการเจริญอาหารมากที่สุดสำหรับครอบครัวคนไทยโดยทั่วไปแล้ว น่าจะเป็นเมื้อที่มีน้ำพริก ผักนานา ชนิดเป็นองค์ประกอบ  เช่น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกเผา และตำหรับอาหารที่เป็นประเภทน้ำพริก มีไม่ต่ำกว่า 100 ตำหรับนอกจากนี้ยังมีพริกเป็นส่วนประกอบ แทบทุกประเภทของอาหาร ของอาหารซึ่งคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสชาติ เผ็ด ร้อน โดย เฉลี่ยคนไทยบริโภค พริก ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคนต่อปีพริก  นอกจากใช้ในเรื่องการปรุงแต่งรสชาติอาหารแล้ว พริกยังมี สรรพคุณทางเภสัชศาสตร์ อีกด้วย จึงทำให้คนไทยบริโภคพริกกันอย่างแพร่หลายในครัวเรือน จึงจำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตโดยการใส่สารเคมีเพื่อเร่งผลิตผลและป้องกันโรคที่มารบกวนในการผลิตของพริก จึงมีการพบสารเคมีตกค้างในการตรวจวิเคราะห์ของหลายหน่วยงานอยู่เนือง ๆ  เราจึงควรเรียนรู้เรื่อง พริกในด้านต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกบริโภคพริก อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ต่อไป

          พริกเป็นพืชผักที่มีความสำคัญในการประกอบอาหารประจำวัน  สำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก  เนื่องจากคนไทยนิยมรับประทานอาหารที่มีรสชาติค่อนข้างเผ็ด  จึงนิยมปลูกพริกเพื่อบริโภคในครัวเรือนและนอกจากนี้ยังมีการปลูกพริกเพื่อการค้าในรูปพริกสด  ผลิตภัณฑ์แปรรูปเครื่องปรุงแต่งรส  เช่น  พริกแห้ง  พริกป่น  น้ำพริกเผา  น้ำพริกแกง  และซอลพริก เป็นต้น  พริกที่ปลูกกันมากในปัจจุบันนี้สามารถแบ่งตามขนาดของผลพริก  ได้  2  ชนิด  ดังนี้

     1. พริกใหญ่  ได้แก่  พริกชี้ฟ้า  พริกมัน  พริกเหลือง  พริกหยวก  พริกยักษ์

     2 .พริกเล็กหรือพริกขี้หนู  ได้แก่  พริกจินดา  พริกหัวเรือ  พริกห้วยสีทน  พริกจินดายอดสน  พริกจินดาลาดหญ้า  พริกขี้หนูสวน  พริกเดือยไก่  พริกปากปวนพริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร  และสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด  แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ  ดินร่วนปนทราย  มีการระบายน้ำดี  ไม่มีน้ำท่วมขังหรือชื้นแฉะ  เพราะจะทำให้รากเน่าและตายได้

      คุณลักษณะภายในของพริก

           พริกเป็นเครื่องเทศที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะขาดเสียไม่ได้ เพราะคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณนำเอาพริกมาเป็นเครื่องปรุง หรือส่วนผสมในอาหารหลายรูปแบบ พริกเป็นพืชผักสวนครัวอยู่ในตระกูลโซลานาซี (Solanaceae) สกุลแคปซิคุม (Capsicum) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก จึงทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีกลิ่นและความเผ็ดของพริกเป็นคุณสมบัติที่ทำให้พริกถูกนำมาประกอบอาหาร สารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในพริกที่ทำให้เกิดรสเผ็ดร้อน คือ แคปไซซิน ซึ่งมีมากบริเวณไส้ ผนังกั้นระหว่างเซลล์ และรกของพริก ส่วนโอลีโอเรซิน เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะของพริกแต่ละชนิด จากการศึกษาปริมาณความเผ็ดโดยวัดปริมาณสารแคปไซซินที่มีในพริกแต่ละชนิด พบว่าพริกขี้หนู มีปริมาณแปคไซซิน มากที่สุด คือ 18.2 ส่วนในล้านส่วน

              อายุการปลูก        ตั้งแต่ย้ายกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว  เฉลี่ยประมาณ 70 -90 วัน

          ฤดูการปลูก ได้ตลอดปี  แต่ปลูกได้ผลดีที่สุดระหว่างเดือน  ตุลาคม -  กุมภาพันธ์  เป็นช่วงที่เก็บผลผลิตในฤดูแล้ง  ทำให้สะดวกในการตากแห้ง และช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพริกชี้ฟ้า  พริกขี้หนู  24 – 29  องศาเซลเซียส

              การเพาะเมล็ดพันธุ์

          นำเมล็ดพันธุ์หว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลงเพาะ หรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6 – 1  ซม.  ห่างกันแถวละประมาณ  10  ซม.  กลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียดรดน้ำให้ชุ่มเสมอ  คลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ  เมื่อกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ  12 – 15  วัน  ถอนแยกต้นที่เป็นโรคอ่อนแอ  ไม่สมบูรณ์  หรือต้นที่ขึ้นเบียดกันแน่นเกินไปทิ้ง  ให้มีระยะห่างกันพอสมควร และควรให้ปุ๋ยเสริมทางใบเพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตและแข็งแรง  เมื่อต้นกล้าอายุ  30 – 40 วัน  ก็สามารถย้ายลงปลูกในแปลงใหญ่ได้

การป้องกันกำจัดศัตรูพริก

          นอกจากการให้น้ำ  การใส่ปุ๋ย  หรือการกำจัดวัชพืชแล้ว  ยังมีศัตรูพริกต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตการปลูกพริกเป็นอย่างมาก  ซึ่งศัตรูพริกที่สำคัญที่พบได้โดยทั่วไปมี ดังนี้

               แมลงและโรคที่พบระบาดในพริก

              1.  เพลี้ยไฟ

               2  .เพลี้ยอ่อน

               3.สัตว์ศัตรูพืช  ที่สำรวจพบและทำความเสียหายต่อการปลูกพริกในขณะนี้คือ   ไรขาว

              4.โรค  โรคที่เกิดจากเชื้อรา แล้วมีผลเสียหายต่อการปลูกพริกที่พบได้ในขณะนี้  มีดังนี้

                 - .โรคเหี่ยวของพริกจากเชื้อราหรือโรคหัวโกร๋น

                 -. โรคเน่าหรือต้นเน่า

                 -. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

   ประโยชน์ของพริกเมื่อรับประทาน

               พริกใช้รับประทานเป็นยาขับเสมหะ ยาฝาดสมาน ช่วยการย่อย เพิ่มความอบอุ่นในร่างกายและรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เมื่อรับประทานพริก ในช่วงแรกควรรับประทานแต่น้อยและค่อยเพิ่มขนาดจะทำให้ทางเดินอาหารค่อย ๆ ปรับตัวรับความเผ็ดร้อนและความระคายเคืองของพริกโดยการเพิ่มการหลั่งสารเมือกและสร้างเนื้อเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารและลำไส้เพิ่มขึ้นพริกจะลดการเกิดก๊าซที่เกิดจากการย่อยอาหารและการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อท้องที่เกิดจากท้องอืดท้องเฟ้อพริกยังใช้ป้องกันหวัด อาจเป็นเพราะว่าพริกอุดมไปด้วย เบต้า - แคโรทีนbioflavonoid และวิตามินซี และยังถูกดูดซึมได้ดี การกินพริกก่อนอาหารหรือพร้อมอาหารจะแก้อาการเบื่ออาหารได้เมื่อรับประทานพริกในรูปน้ำชา หรือรับประทานในรูปอาหารในตอนแรกจะทำให้เกิดความเผ็ดร้อนบริเวณริมฝีปากและในช่องปาก แต่ต่อมาจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นสบาย ซึ่งความเผ็ดร้อนนี้ทำให้ลดลงได้มากด้วยอาหารที่มีมะเขือเทศและอาหารที่มี casein เช่น นม บางคนที่มีความไวต่อพริกมาก เมื่อรับประทานพริกจำนวนมากโดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้น ไม่เพียงจะทำให้ริมฝีปากและช่องปากเผ็ดร้อนยังทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารส่วนอื่นด้วย ผลการวิจัยเป็นจำนวนไม่น้อยพบว่าเมื่อรับประทานอย่างถูกวิธี พริกจะไม่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้แต่จะช่วยให้เกิดการสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้อีกด้วย

               พริกมีวิตามินซี  สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic acid ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย (tissue) สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า - แคโรทีนและวิตามิน เอ สูง (พริกขี้หนูสด 140 .77 RE )

              นอกจากนี้ยัง ใช้พริกเป็นยาทาภายนอกเพื่อลดความปวด เช่น ใช้ทำครีม เพื่อบรรเทาอาการปวด บวม   ข้ออักเสบ สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาเจลพริกเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทาภายนอก มีตัวยาสำคัญคือ แคปไซซิน 0.025% ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างวิจัยผลการรักษาทางคลินิกเพิ่มเติมและขณะเดียวกันก็มีจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจที่ร้านค้าขององค์กา

           การใช้สารเคมีกับการปลูกพริกของเกษตรกร

        จากการสอบถาม ประชาชนบ้านวังทอง หมู่ที่ 12 ตำบลหนองบัว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ปลูกพริกกันมาก พบว่า เนื่องจากพริกเป็นพืชที่มีแมลงศัตรูมากตลอดจนโรคต่าง ๆ มาก จึงมีการใส่สารเคมีปราบศัตรูพืช ตลอดจนสารเคมี ต่าง ๆ เพื่อป้องกัน โรคที่เกิดกับต้นพริก ได้แก่

           เพลี้ยไฟ   จะดูดน้ำเลี้ยง ยอด ใบอ่อน ตาดอก ทำให้ใบหงิก ห่อขึ้นด้านบน พื้นใบเป็นคลื่น เป็นรอยสีน้ำตาล
ใบและดอกร่วงหรือผลพริกผิดปกติ หากเป็นช่วงแห้งแล้งจะระบาดมาก ประชาชนใช้คาร์บาริล ฉีดพ่น สำหรับแหล่งปลูกเก่าใช้สารเคมีที่แรงขึ้น พ่นทุก 7-10 วัน

          ไรขาว จะดูดน้ำเลี้ยงทำให้ใบหงิกงอ ย่นเป็นคลื่น ขอบใบม้วนลง ใบเรียวแหลม ต้นแคระแกร็น ใบร่วงตาย ป้องกันกำจัดโดยใช้พ่นด้วย เคลเทน หรือไดโคโฟน พ่น 5-7 วันต่อครั้ง

          เพลี้ยอ่อน   ดูดน้ำเลี้ยง ใบเป็นคลื่นใหญ่บิดสามารถแพร่เชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการใบด่าง ใบลาย ใบหงิก เส้นใบเหลือง ต้นแคระ ถ้าระบาดมากมักพบน้ำเหนียวตามใบ บางครั้งจะมีราดำขึ้น ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเช่นเดียวกับเพลี้ยไฟ

          ซึ่งในแต่ละปี เกษตรกรในหมู่บ้านต้อง ใช้เงินในการซื้อสารเคมีปราบศัตรูพืช และโรคของพริกเป็นจำนวนมาก เฉลี่ย              บาทต่อไร่จึงทำให้มีสารเคมีตกค้างในพริกเป็นจำนวนมาก โดยการศึกษาวิจัย ที่ เชียงใหม่พบว่า  มีค่าเกินกว่าค่าปลอดภัยที่ได้ถูกกำหนดไว้ โดยวิเคราะห์หาปริมาณการตกค้างของยาฆ่าแมลงในตัวอย่างผัก 5 ชนิด ซึ่งเป็นผักที่เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่นิยมปลูก คือ ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดกวางตุ้ง และพริก ที่วางขาย ณ ตลาดต่าง ๆ ในตัวอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ชุดตรวจหายาฆ่าแมลงในอาหาร "จีที" นั้น พบว่าผักทั้ง 4 ชนิด คือ ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักกาดกวางตุ้ง อยู่ในระดับที่ปลอดภัยแต่พบว่า ปริมาณการตกค้างของยาฆ่าแมลงในพริกนั้นอยู่ในระดับสูงกว่าผักชนิดอื่น ๆ และในบางตัวอย่างอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับปลอดภัย และได้นำผักทั้ง 5 ชนิดนั้นมาล้าง 2 วิธี คือ ล้างผ่านน้ำ 2 นาที กับ แช่น้ำไว้ 10 นาที และเปรียบเทียบกับผักที่ไม่ได้ล้าง พบว่า ผักทั้ง 4 ชนิดคือ ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักกาดกวางตุ้ง ผลออกมาใกล้เคียงกันคือ เมื่อผ่านการล้างทั้ง 2 วิธี ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างนั้นได้ถูกล้างไปเกือบหมด ยกเว้นพริก ซึ่งจากการสำรวจขั้นแรกมียาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ในระดับสูงกว่าผักชนิดอื่น ๆ เมื่อผ่านการล้างทั้ง 2 วิธีแล้วปริมาณการตกค้างของยาฆ่าแมลงนั้นยังคงเท่ากับพริกก่อนล้าง

           ทั้งนี้  สอดคล้องกับรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ที่สุ่มตรวจหายาฆ่าแมลงในพืชผักต่าง ๆ ยังพบว่าพริกเป็นผักที่พบสารฆ่าแมลง อยู่ในลำดับตัน ๆ ของกลุ่มตัวอย่างที่ตรวจพบ และที่น่าสนใจยังตรวจพบ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ ในพริกป่นแห้ง พริกแห้ง และถั่วลิสงป่น ถึงร้อยละ 20 ของปริมาณที่สุ่มตรวจทั้งหมด

          จากปัญหาเรื่องของสารเคมีตกค้างในพืชผัก ที่พบดังกล่าว ประชาชนในฐานะผู้บริโภคควรให้ความสำคัญ กับการลดปริมาณสารเคมีตกค้าง เหล่านั้น ได้ดังตารางต่อไปนี้

 

วิธีการลดพิษตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

สารพิษที่ลดลง

1. ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต(ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20ลิตร) แช่นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างน้ำ อีกหลายๆครั้ง

90-95%

2. ใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5 % ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 เพื่อให้เหลือความเข้มข้น 0.5 %( เช่น ถ้าใช้น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง ให้เติมน้ำอีก 10 ถ้วยตวง เป็นต้น) แช่นาน 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

60-84%

3. ล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่ง
เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที

25-63%

4. ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักออกทิ้ง เด็ดผักเป็นใบๆ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 5-15 นาที

27-72%

5. ต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน

48-50%

6. ใช้ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ช้อนชาผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

35-50%

7. ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

35-43%

8. แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

29-38%

9. ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

27-38%

 

                  แม่บ้านหรือผู้ประกอบอาหารในครัวเรือน ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการบริโภคของคนในครอบครัวตนเองก่อน  อาหารที่จะนำมาปรุง ตั้งแต่ขั้นตอนเลือกซื้อผักควรเลือกผักที่มีรอยแมลงกัดกิน  และก่อนนำมาปรุงเป็นอาหารควรที่จะมีการทำให้สารเคมีและสิ่งปนเปื้อน ต่าง ๆ ที่อยู่ในพืชผัก ลดน้อยลง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การแช่ในน้ำสะอาด แช่ในสารโซเดียมไบคาร์บอเนต(ผงฟู) เพื่อให้คนในครอบครัวปลอดภัยจากพิษภัยของสารเคมีปราบศัตรูพืช ต่าง ๆหรือการหันมาปลูกพืชผักสวนครัวไว้ รับประทานเองภายในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้ในกระถาง หรือพืชผักบริเวณรั้ว ข้าง ๆ บ้าน

              เกษตรกรผู้ปลูกพืชผัก  ควรตระหนักถึงการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช และแมลงในการทำการเกษตร   เพราะ ผลกระทบอันเนื่องมาจากการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นนอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคและตัวเกษตรกรผู้ใช้เองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทำให้สภาวะต่าง ๆ ในระบบนิเวศน์นั้นเปลี่ยนแปลงไป แมลงศัตรูพืชเริ่มมีการดื้อต่อยาและสารเคมีมากขึ้น ทำให้ต้องมีการใช้ยาฆ่าแมลงที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งการตกค้างในพืชผักเหล่านั้น เมื่อผลผลิตทางการเกษตรมาถึงมือผู้บริโภคย่อมก่อให้เกิดการสะสมและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค การปลูกผักปลอดสารเคมีเพื่อจำหน่าย หรือการใช้วิธีปราบศัตรูพืชจากธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและเป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรของเกษตรกรไทย ในระยะยาวและกำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน

 

 

view

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

สถิติ

เปิดเว็บ23/12/2008
อัพเดท16/11/2018
ผู้เข้าชม437,021
เปิดเพจ516,529

 หน้าแรก

 ติดต่อเรา

view